วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

รักแท้ของชายหนุ่มและสาวตาบอด


เด็กสาวตาบอดคนหนึ่ง เกลียดตัวเองที่มองอะไรไม่เห็น

เธอเกลียดทุกคนยกเว้นแฟนหนุ่มของเธอ

วันหนึ่งเธอบอกกับเขาว่า ถ้าเธอมองเห็น เธอจะแต่งงานกับเขา

แล้ววันหนึ่ง โชคก็เดินทางมาถึง มีคนบริจาคดวงตาให้เธอ!

เธอจึงมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งแฟนของเธอ

เขาจึงถามเธอว่า "ตอนนี้เธอมองเห็นแล้ว เธอจะแต่งงานกับฉันไหม"

เด็กสาวตกใจมากที่เห็นว่า เขาตาบอด!

เธอตอบเขาว่า "ขอโทษนะ ฉันแต่งงานกับเธอไม่ได้หรอก เพราะเธอมันตาบอด

แฟนของเธอเดินจากไปพร้อมน้ำตา

เขาบอกกับเธอว่า "งั้น...ช่วยดูแลดวงตาของฉันให้ดีก็แล้วกันนะ"


น.ส. กิิติยา ลี้จินดา ม.5/8 เลขที่5


วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

ชี้มหันตภัยโลกร้อน อีก 35 ปี กทม.จมบาดาล




วันนี้ (21 พ.ค.) ที่ศูนย์ความเป็นเลศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย (TCELS) ดร.วิเชียร กีรตินิจการ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และอาจารย์คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึง "ประเทศไทยกับมหันตภัยโลกร้อน"ว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นเกิดจากก๊าซเรือนกระจกที่อยู่รอบบรรยากาศโลก ส่วนใหญ่ 90 % เกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การใช้พลังงาน การเดินทางขนส่ง ป่าไม้และการทำลายป่า อุตสาหกรรม ขยะน้ำเสีย กิจกรรมของมนุษย์ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปัจจุบันเท่ากับ 383 พีพีเอ็มส่วนในอากาศ 1 ล้านส่วน นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจึงพยายามหาหนทางป้องกันไม่ให้อุณภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกิน 2 องศาเซลเซียส เพราะหากเลยจุดนี้ไปแล้ว ความปลอดภัยของมนุษยชาติจะไม่มีหลักประกันอีกต่อไป ซึ่งการป้องกันภาวะโลกร้อนจะต้องไม่ให้คาร์บอนไดออกไซด์สะสมในชั้นบรรยากาศเกิน 450 พีพีเอ็ม

"นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกตั้งเป้าหมายให้หยุดอุณภูมิที่สูงขึ้นไว้ที่ 2 องศาเซลเซียส ในปี พ.ศ.2558 ซึ่งเหลือเวลาเพียง 7 ปีเท่านั้นโอกาสที่จะหลีกเลี่ยงอุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสมีถึง 93 % หากมนุษย์สามารถลดการปลอดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 60 % ในช่วง 10 ปีข้างหน้า โดยมนุษย์ต้องลดใช้พลังงานอย่างเต็มที่ทั่วโลก หากเลยจุด 2 องศาเซลเซียสไปแล้ว มนุษย์ต้องเตรียมรับมือมหันตภัยต่าง ๆ และอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จาก 3 เป็น 4 5 และ 6 หยุดไว้ได้ยาก ผลดังกล่าวจะทำให้น้ำทะเลอุ่นขึ้น มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศมากทำให้โลกร้อนยิ่งขึ้น"ดร.วิเชียร กล่าว

ดร.วิเชียร กล่าวด้วยว่า ผลจากโลกร้อนขึ้นในปัจจุบันแม้เพียง 0.8 องศาเซลเซียส ก็ส่งผลกระทบต่อมวลมนุษย์ โดยมีสัญญาณเตือนให้เห็นทั่วโลก เช่น ในอดีตที่ผ่านมาความร้อนทำให้ชาวยุโรปเสียชีวิตกว่า 3 หมื่นคน อินเดียกว่า 1,500 น ปากีสถานมีอุณหภูมิสูงจนทำลายสถิติที่ 52 องศาเซลเซียส ทั่วโลกมีฝนตกมากขึ้น น้ำท่วมรุนแรง มีพายุต่าง ๆ ทั้งเฮอริเคน ไซโคลน ไต้ฝุ่น เช่น เฮอร์ริเคนแคทรินา ที่สหรัฐฯ ไต้ฝุ่นที่จีน และล่าสุดคือไซโคลนนาร์กีสที่พม่า รวมถึงไฟป่าที่มีจำนวนบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้นในสหรัฐฯและออสเตรเลีย ธารน้ำแข็งขั้วโลกเหนือและใต้ รวมทั้งภูเขาน้ำแข็ง ละลายเร็วขึ้น ทำให้เมืองต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้ทะเลมีโอกาสจมน้ำ ซึ่งรวมถึงกรุงเทพฯ ที่ติดอันดับ 6 ดังนั้นคาดการณ์ว่าประมาณ 25-35 ปีน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ จากที่ผลวิจัยชี้ว่า 48 ปีกรุงเทพฯจะจมน้ำ ดังนั้นไม่ควรซื้อบ้านริมชายหาดอย่างเด็ดขาด ดังนั้นไม่แน่ใจว่าในอีก 3-4 ปีข้างหน้าไทยอาจจะเจอพายุไต้ฝุ่นที่รุนแรงก็เป็นได้

ดร.วิเชียร กล่าวอีกว่า ผลจากโลกร้อนทำให้แหล่งน้ำจืดเหือดแห้งเหลือแต่พื้นทราบ อาจจะเกิดการอพยพผู้คนอย่างมหาศาล และการต่อสู้ช่วงชิงน้ำจืด น้ำทะเลมีสภาพเป็นกรดมากขึ้น ทำให้ปะการังฟอกขาว และอาจตายได้ในที่สุด ปลาและสัตว์น้ำอื่นจะสูญพันธุ์และลดปริมาณลง นอกจากนี้ภาวะโลกร้อนยังมีผลต่อการแพร่ระบาดของโรคต่าง ๆ เช่น ยุงลายที่เป็นพาหะนำไวรัสไข้เลือดออก ปกติจะอาศัยอยู่ในความสูงไม่เกิน 3,300 ฟุต แต่ปัจจุบันพบที่ความสูง 7,200 ฟุตบนยอดเขาแอนดีส ในประเทศโคลัมเบีย และพบเชื้อมาเลเรยนที่ไม่เคยพบมาก่อนในบริเวณพื้นที่สูงของอินโดนีเซีย

"ผมเห็นว่ารัฐบาลควรหันมาให้ความสนใจเรื่องภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง โดยควรเตรียมพร้อมรับมือกับน้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่เป็นเหมือนแอ่ง เพราะหากเกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯ รถไฟฟ้าใต้ดินจะได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก" ดร.วิเชียร กล่าว


น.ส. กิติยา ลี้จินดา ม.5/8 เลขที่ 5

2012 วันสิ้นโลก มหันตภัยร้ายที่ทั้งโลกต้องตระหนัก

โลก

ในวันที่21 ธันวาคม ค.ศ. 2012


เดือน 12

ปี 2012


น.ส. กิติยา  ลี้จินดา  ม.5/8  เลขที่  5


โลกจะอวสานจริงหรือ


1.ทางวิทยาศาสตร์ NASA ออกมาบอกว่าสนามแม่เหล็กโลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
2.ทางโหราศาสตร์ บ่งบอกว่าจะเกิดการเรียงตัวกันของ โลก กาแล็คซี่ทางช้างเผือก และดวงอาทิตย์
3.ทางโบราณคดี ชาวมายามีปฏิทินถึงเพียงแค่ปี 2012 และระบุวันจุดจบของโลกไว้
4.ทางการทำนาย นอสตราดามุสได้ทำนายไว้กับราศีตีความแล้วสอดคล้องกับทางโหราศาสตร์
5.ทาง UFO ผู้ที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้อ้างว่ามนุษย์ต่างดาวได้บอกเค้า(แล้วแต่ความเชื่อ)
6.ทางความคิดผมเอง ศาสนาพุทธและคริส ได้ระบุวันจุดจบไว้แล้วในปี พุทธศักราชและคริสศักราช
คำทำนายเรื่องวันสิ้นโลกนี้ มาจากวันในปฏิทินของชาวเผ่ามายัน (ชาวเผ่าโบราณที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาตอนกลาง) ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 21 ธันวาคม ปีคศ. 2012
ไม่ว่าจะทางใด ดูจากหลาย ๆ ทางแล้วชี้ไปในปีเดียวกัน ความเชื่อมั่นกับสิ่งที่จะเกิดในปี 2012 นั้นน่าจะมีอะไรเกิดการเปลี่ยนแปลงแน่ ๆ แต่ที่แน่ ๆ ในปัจจุบันผมมั่นใจว่ามันน่าจะเริ่มเกิดขึ้นแล้ว โดยสังเกตุจากผลกระทบจากภัยธรรมชาตินี่เอง เมื่อกลับมามองดูปี 2012 ก็เลยมานั่งพิจรณาดูเล่น ๆ (การนับเลขฐานสิบจะนับศูนย์ถึงเก้า) ถ้าเราตัดเลขสองออกก็จะได้เลขนับ 0->1->2 เมื่อมาดูเป็นปี พ.ศ. มันเป็นปี 2555 (เลยสวยมาก) ถ้าเราตัดเลขสองออกเช่นกัน จะได้เลข 5 เรียงตัวกัน 3 ตัวผมขอโยงไปเรื่องโหราศาตร์ที่จะมี โลก กาแล็คซี่ และดวงอาทิตย์ ที่จะเกิดการเรียงตัวกัน ผลลัพธ์นั้นคงบอกไม่ได้ อาจเกิดผลกระทบรุนแรงต่อโลกหรืออาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ได้ เพราะสิ่งที่เราไม่รู้นั้นยังมีอีกมากมายทั้งในอวกาศและจักรวาล

1.ปฏิทินมายัน
ทำไมต้องเชื่อปฏิทินของชาวเผ่ามายัน
เป็นที่ยอมรับว่าปฏิทินของชาวมายันมีความเที่ยงตรงอย่างมาก เที่ยงตรงกว่าปฏิทินระบบที่เราใช้กันในสากลมากมาย เพราะชาวมายันทำปฏิทินจากระบบดวงดาว โดยปฏิทินนี้ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอะไรเลยถึง 380,000 ปี (ในขณะที่ปฎิทินที่เราใช้ต้องมี Leap Year ทุกๆ 4 ปีเป็นต้น)
จะเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น
คำถามนี้เป็นปัญหาโลกแตก (literally speaking) จริงๆ เพราะนอกจากจะเกี่ยวกับเรื่องวันสิ้นโลกแล้ว ยังเป็นคำถามที่ไม่มีใครให้คำตอบที่แน่นอนได้ มีเพียงการคาดเดา การผูกโยงข้อมูลต่างๆ เพื่อทำนายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันสิ้นโลก (ดู http://www.december212012.com/articles.shtml) เหตุการณ์ที่คาดเดากันว่าจะเกิดและเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องมีทั้งเรื่องของ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติบนดวงอาทิตย์ที่จะเกิดผลกระทบยิ่งใหญ่กับระบบสุริยะจักรวาลและโลกของเรา ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นจนถึงวันที่ 21 ธันวา 2012 การเปลี่ยนขั้วของขั้วโลกเหนือใต้ ฯลฯ
แล้วชาวมายันทำนายไว้ว่าอย่างไร
ชาวมายันไม่ได้เขียนชัดเจนว่า วันที่ 21 ธันวา 2012 จะเป็นวันสิ้นสุดของโลก มีผู้คนจำนวนมากเชื่อว่า มันคือวันที่โลกจะเปลี่ยนแปลงจากยุคหนึ่งเป็นอีกยุคหนึ่ง และเรามีหน้าที่ที่จะต้องเตรียมรับมือกับวันนั้นให้ได้ เพื่อความอยู่รอดจากการเปลี่ยนแปลง และหลังจากวันนั้น โลกของเราจะมีสันติสุขอย่างแท้จริง
ปฏิทินของชาวมายันโดยคร่าว
จากปฏิทินของชาวมายัน เรากำลังอยู่ในช่วงปลายของ 1 วันแห่งระบบจักรวาล หรือ End of a Galactic Day ซึ่งระยะเวลา 1 วัน แห่งระบบจักรวาลนั้นยาวนานถึง 25,625 ปี และแบ่งได้เป็น 5 ช่วง ช่วงละ 5,125 ปี และขณะนี้เราอยู่ในช่วงปลายของช่วงที่ 5 แล้ว
ชาวมายันบอกว่า นับจากปี 1999 เราจะมีเวลา 13 ปีที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติและจิตสำนึกของการอยู่บนโลกใบนี้เพื่อที่จะรอดจากการทำลายล้าง และในขณะเดียวกัน ก็ก้าวสู่เส้นทางที่จิตสำนึกใหม่ปูให้กับการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ตามศาสตร์ของชาวมายัน ทุกๆ 5,125 ปี ดวงอาทิตย์จะเกิดปรากฏการณ์บางอย่างที่สัมพันธ์กับศูนย์กลางทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่ และจากปรากฏการณ์นั้นเอง ดวงอาทิตย์จะได้รับ "ประกายไฟ" (Spark of light) ซึ่งทำให้ดวงอาทิตย์ส่องแสงและส่งผ่านความร้อนรุนแรงมากขึ้น อย่างที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า "Solar Flares" และยังทำให้ขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลต่อมายังโลก เกิดการสับเปลี่ยนขั้วโลก และทำให้เกิดหายนะทางธรรมชาติตามมามากมาย ปรากฏการณ์เหล่านี้ ชาวมายันเชื่อว่าเป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติกระบวนการหนึ่งที่จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างสม่ำเสมอ เปรียบเหมือนการหายใจของคน และจะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงหรือหยุดไป เหตุการณ์เหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 4 ครั้ง (4 รอบแรกของปรากฏการณ์จากดวงอาทิตย์) และจะเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 5 เมื่อครบ 5,125 ปี ซึ่งก็คือวันที่ 21 ธันวาคม 2012 นั่นเอง


2.Planet X NIBIRU
Planet X NIBIRU ที่มีวงโคจรตัดกับวงโคจรของโลกเราจะตัดผ่านมาใกล้โลกอีกครั้ง ดาวดวงนี้จะผ่านมาที่วงโคจรของเราทุกๆ3600 ปี
นั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทวีปแอตแลนติกหายไป นั่นอาจเป้นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเรื่องโนฮากับเรือสมัยน้ำท่วมโลก
ดาวดวงนี้จะเข้ามาใกล้โลกเรื่อยๆปี 2009 จะสามารถมองเห็นทางขั้วโลกใต้ด้วยกล้องส่องดาว
ปี 2011 จะสามารถมองเห้นด้วยตาเปล่า ขนาดเท่าดวงจันทร์ของเรา ดาวดวงนี้เป็นสีแดง
ปี 2012 จะเริ่มมีปฏิริยาต่อมวลสภาพอากาศบนโลก เศษหินในอวกาศที่มากับดาวนิบิรุจะตกลงมาบนพื่นโลก เป็นฝนดาวตกอันตรายต่อมวลชีวิตทั้งโลก
วันที่ 21 ธันวาคม 2012 หายนะครั้งยิ่งใหญ่จะเกิดบนพื้นแผ่นดิน อย่างใครไม่เคยคาดคิดมาก่อน
วัน14 กุมภาพันธ์ 2013 วันนั้นเป็นวันที่ โลก +นิบิรุ+ดวงอาทิตย์ โคจรมาอยู่แนวแกนเดียวกัน แกนแม่เหล็กโลกจะเปลี่ยนไป
โลกจะหยุดหมุนรอบตัวเอง 3 วัน แผ่นดินจะแยกตัวเป็นเสี่ยง น้ำทะเลจะเป็นคลื่นมหาอภิสึนามิ ถล่มตามเมืองชายทะเลทุกแห่ง เมื่อแผ่นดินเคลื่อนตัวตามเปลือกโลก ลาวาก็จะถลักขึ้นมาเกิดเป็นภูเขาไฟมากมาย


3.UFOบอก????(แล้วแต่ความเชื่อ)
"อูแรนเดอร์ โอลิเวียร่า" ผู้ซึ่งอ้างว่าเคยได้ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวผู้โด่งดังนั้น ก็อ้างว่าเขามีโทรจิตที่เห็นภาพอนาคตจากการบอกเล่าของมนุษย์ต่างดาว ว่าในปี ค.ศ.2012 นั้น จะมีแสงสว่างมากที่สุดในกาแลกซี่และสะท้อนไปยังดาวเคราะห์ที่โคจรรอบตัว สิ่งมีชีวิตและโลกจะปั่นป่วนอย่างยิ่ง

4.หลุมดำ????
ในที่นี้ก์อคือทั้งหลุมดำของแกแล็กซี่ทางช้างเผือกและวหลุมดำพที่อาจเกิดขึ้นเองตามที่มนุษย์สร้างCERN
ในทางศาสนาพุทธ
ถึงอย่างไรก็ยังผู้แย้งว่าพระพุทธเจ้าได้เคยตรัสกับพระอานนท์ไว้
ว่าในพุทศศาสนาจะมีอายุ5000ปีและมันจะเสื่อมลงในตัวของมันเอง

เตรียมตัวเมื่อภัยมา'



" เตรียมตัว ... เมื่อภัยมา "


1.เมื่อรู้สึกว่ามีการสั่นไหวเกิดขึ้น ขณะที่อยู่ในทะเลหรือบริเวณชายฝั่ง ให้รีบออกจากบริเวณชายฝั่ง ไปยังบริเวณที่สูงหรือที่ดอนทันที โดยไม่ต้องรอประกาศจากทางการ เนื่องจากคลื่นสึนามิเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง

2.เมื่อได้รับฟังประกาศจากทางการเกี่ยวกับการเกิดแผ่นดินไหวบริเวณทะเลอันดามัน ให้เตรียมรับสถานะการณ์ที่อาจจะเกิดคลื่นสึนามิตามมาได้โดยด่วน

3.สังเกตปรากฏการณ์ของชายฝั่งหากทะเลมีการลดระดับของน้ำลงมาก หลังการเกิดแผ่นดินไหว ให้สันนิษฐานว่าอาจเกิดคลื่นสึนามิตามมาได้ ให้อพยพคนในครอบครัว สัตว์เลี้ยงให้อยู่ห่างจากฝั่งมาก ๆ และอยู่ในที่ดอนหรือที่น้ำท่วมไม่ถึง

4.ถ้าอยู่ในเรือซึ่งจอดอยู่ในท่าเรือหรืออ่าว ให้รีบนำเรือออกไปกลางทะเล เมื่อทราบว่าจะเกิดคลื่น สึนามิพัดเข้าหา เพราะคลื่นสึนามิที่อยู่ไกลชายฝั่งมาก ๆ จะมีขนาดเล็ก

5.คลื่นสึนามิอาจเกิดขึ้นได้หลายระลอกจากการเกิดแผ่นดินไหวครั้งเดียว เนื่องจากมีการแกว่งไปมาของน้ำทะเล ดังนั้นควรรอซักระยะเวลาหนึ่งจึงสามารถลงไปชายหาดได้

6.ติดตามการเสนอข่าวของทางราชการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

7.หากที่พักอาศัยอยู่ใกล้ชายหาด ควรจัดทำเขื่อน กำแพง ปลูกต้นไม้ วางวัสดุ ลดแรงปะทะของน้ำทะเล และก่อสร้างที่พักอาศัยให้มั่นคงแข็งแรงในบริเวณย่านที่มีความเสี่ยงภัยในเรื่องคลื่นสึนามิ

8.หลีกเลี่ยงการก่อสร้างใกล้ชายฝั่งในย่านที่มีความเสี่ยงภัยสูง

9.วางแผนในการฝึกซ้อมรับภัยจากคลื่นสึนามิ เช่นกำหนดสถานที่ในการอพยพ แหล่งสะสมน้ำสะอาด เป็นต้น

10.จัดวางผังเมืองให้เหมาะสม บริเวณแหล่งที่อาศัยควรมีระยะห่างจากชายฝั่ง

11.ประชาสัมพันธ์และให้ความรู้ประชาชนในเรื่องการป้องกันและบรรเทาภัยจากคลื่นสึนามิและแผ่นดินไหว

12.วางแผนล่วงหน้าหากเกิดสถานะการณ์ขึ้นจริง ในเรื่องการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดขั้นตอนในด้านการช่วยเหลือบรรเทาภัย ด้านสาธารณะสุข การรื้อถอนและฟื้นฟูสิ่งก่อสร้าง เป็นต้น

13.อย่าลงไปในชายหาดเพื่อดูคลื่นสึนามิ เพราะเมื่อเห็นคลื่นแล้วก็ใกล้เกินกว่าจะหลบหนีได้ทัน

14.คลื่นสึนามิในบริเวณหนึ่ง อาจมีขนาดเล็ก แต่อีกบริเวณหนึ่งอาจมีขนาดใหญ่ ดังนั้นเมื่อได้ยินข่าวการเกิดคลื่นสึนามิขนาดเล็กในสถานที่หนึ่ง จงอย่าประมาทให้เตรียมพร้อมรับสถานะการณ์




# น.ส.บุญพิทักษ์ รุ่งกาญจนกุล เลขที่ 17 ม.5/8 

ประเพณีการบวชลูกแก้ว ณ เมืองม้า ประเทศพม่า

    การบวชเรียน นับเป็นประเพณีในพระพุทธศาสนา ที่สืบทอดกันมาแต่ครั้งอดีต และดูเหมือนว่ากระแสโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ได้กลืนเอาประเพณีอันดีงามเหล่านี้ไป จนผู้คนหลงลืมกันไปว่า การบวชเรียนนั้นเป็นอย่างไร แต่ไม่น่าเชื่อว่าประเพณีการบวชเรียนนี้ จะยังคงเป็นสิ่งที่ ชาวเมืองม้า ประเทศพม่า ยึดถือ และปฏิบัติกันเรื่อยมา และถือเป็นประเพณีแห่งบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ ที่ชาวเมืองต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอย
 
    ชาวเมืองม้าทุกคน ต่างให้ความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่า พระพุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โดยชาวเมืองจะน้อมนำหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ดังนั้นประเพณีต่างๆที่เกี่ยวเนื่องด้วยพระพุทธศาสนา ก็จะได้รับการสืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น และรักษาไว้ไม่ให้สูญหายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเพณีบวชลูกแก้ว หากบ้านไหนมีลูกชายวัย 8ขวบขึ้นไป ก็จะส่งลูกไปบวชเรียนที่วัด และให้อยู่ฝึกตัว ศึกษาพระธรรมคำสอนไปจนโต
 
    แต่ก่อนที่เด็กชายเหล่านั้นจะได้บวช “ลูกแก้ว” (หรือนาค) จะต้องผ่านการฝึกฝนอบรมเป็นเวลานานเกือบ 4เดือน เพื่อขัดเกลา และเตรียมกาย-ใจ ให้พร้อมต่อการบวชครั้งนี้ ซึ่งการบวชจะมีขึ้นในช่วงหลังออกพรรษา โดยที่ลูกแก้วจะมาฝากตัวเป็นศิษย์และขอบวช
 
 
    ลูกแก้วจะได้รับการยกฐานะ ให้เป็นเสมือนเจ้าชายที่กำลังจะออกบวช เมื่อชาวบ้านทราบข่าวการบวช ก็จะพากันมาแสดงความยินดี และมาช่วยงานบวชกันอย่างเต็มที่ ไม่ใช่แค่ชาวเมืองม้าเท่านั้น แต่ชาวเมืองอื่นๆในละแวกนั้นก็มาด้วย เพราะพวกเขาเห็นว่า การบวชเป็นสิ่งที่ได้บุญมาก และการที่ลูกหลานในเมืองได้บวชก็ถือเป็นสิริมงคลแก่เมืองอย่างยิ่ง ชาวบ้านจะชวนกันมาทำบุญกับลูกแก้ว ซึ่งที่นี่จะเรียกว่า “การทาน” ทั้งทานของ และทานเงิน และที่น่าแปลกก็คือ จะมีการขับเพลง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการทำขวัญนาค โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการบวช และการเสด็จออกบวชของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งจะขับเพลงตั้งแต่สองทุ่มเรื่อยไปจนถึงรุ่งเช้าวันใหม่ โดยที่เนื้อหาของเพลงที่ขับนั้นไม่ซ้ำกันเลย
 
 
    หลังจากบวชแล้ว สามเณรลูกแก้วจะได้รับฉายาจากเจ้าอาวาสทันที สามเณรจะปฏิบัติตนตามหลักธรรมคำสอนอย่างเคร่งครัด จะมีการสวดมนต์ สวดธรรม และนั่งสมาธิ เวลาเรียนธรรมะหลวงพ่อเจ้าอาวาสก็จะเป็นผู้สอนเอง โดยการสอนด้วยปากเปล่า แล้วให้สามเณรลูกแก้วท่องตาม ซึ่งสามเณรก็สามารถท่องจำธรรมะทั้งหมดได้ในเวลาอันรวดเร็ว และสามเณรแต่ละองค์ก็จะมีผ้าพาดบ่า (ซึ่งมีลักษณะคล้ายผ้าสังฆาฏิ แต่เป็นสีๆ) โดยมีความเชื่อว่า หากญาติพี่น้องคนใดตกนรก ผ้าผืนนี้จะไปมัด ไปเกี่ยว ช่วยเอาญาติพี่น้องกลับขึ้นมาจากนรกได้
 
 
    หลวงพ่ออุ่นหลวง ญาณสิริ เจ้าอาวาสวัดราชฐานหลวงเชียงทุ้ง ท่านได้กล่าวถึงการบวชสามเณรลูกแก้วว่า “การบวชสามเณรลูกแก้วนี้เป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมาช้านานแล้ว ซึ่งสามเณรจะบวชจนเป็นพระแต่เมื่อไฟฟ้าเข้าถึง และมีทีวี ก็ทำให้คนสอนยากขึ้น เด็กเห็นตัวอย่างจากในทีวีก็อยากเอาเป็นแบบอย่าง ทำให้สามเณรที่เคยบวชอยู่นานจนเป็นพระ ลาสิกขาออกไปมาก พระตามวัดก็เหลืออยู่น้อย อาตมาเป็นห่วง แต่ DMC นี้เป็นสื่อที่ดี แต่มีอยู่เฉพาะที่วัดอาตมาเท่านั้น อาตมาอยากให้ชาวบ้านได้ดู DMC ด้วย”
 
 
    ในวันที่ 22 เมษายน วันคุ้มครองโลก ปีนี้ ท่านก็ตั้งใจว่า จะเดินทางมาร่วมงานครั้งนี้ด้วย ท่านบอกว่า “อยากจะเห็นภาพการรวมสงฆ์ครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้จริงๆ ถ้าได้เห็นจะดีใจมากๆ อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และได้บวชอยู่ในผ้าเหลือง” และท่านก็ได้ฝากของขวัญวันเกิดมาถวายแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วย นั่นก็คือ คัมภีร์ใบลานโบราณ เรื่องทศพิธราชธรรม
 
    นอกจากนี้ พระสังฆราชเมืองเชียงตุง ผู้ปกครองคณะสงฆ์ 3เมือง ได้แก่ เมืองม้า เมืองลา และเมืองเชียงตุง ท่านจะเดินทางมาร่วมงานด้วยตนเอง และจะนำคณะสงฆ์มาร่วมงานวันคุ้มครองโลกครั้งนี้ด้วย เพราะท่านอยากจะเห็นภาพของพุทธบุตรที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว และจะได้เป็นส่วนหนึ่งในภาพประวัติศาสตร์ครั้งนี้

น.ส.ณฐพร  บัวศรีทอง เลขที่ 11 ม.5/8

สวนแม่ฟ้าหลวง




สวนแม่ฟ้าหลวงตั้งอยู่ด้านหน้าพระตำหนักดอยตุง มีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ เป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับนานาพรรณ มีดอกไม้เมืองหนาว อาทิ ดอกซัลเวีย พิทูเนีย บีโกเนีย กุหลาบ ดอกลำโพง ไม้มงคลต่าง ๆ นอกจากนั้นยังมีไม้ยืนต้นและซุ้มไม้เลี้อยอีกมากกว่า 70 ชนิด และยังมีรูปปั้นต่อเนื่อง ฝีมือปั้นของคุณมีเซียม ยิปอินซอย มีศาลาชมวิวและร้านจำหน่ายสินค้าของที่ระลึก โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง สวนแม่ฟ้าหลวงสร้างโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อถวายสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และในบริเวณใกล้กับสวนแม่ฟ้าหลวงจะมีหอพระราชประวัติซึ่งจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับ พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

การเดินทาง

พระตำหนักดอยตุงอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 60 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 110 ไป 45 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1149 ไปประมาณ 15 กิโลเมตร สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางโดยรถประจำทางสามารถใช้บริการรถสองแถวสีม่วงบริเวณปากทาง รถออกตั้งแต่ 07.00 น. มีรถออกทุก 20 นาที


น.ส. กิติยา ลี้จินดา ม.5/8 เลขที่ 5

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

-กลอนให้กำลังใจ-

        หนึ่งสมอง สองมือ ต้องไขว่คว้า เมื่อมีปัญหา ขึ้นมา ต้องแก้ไข

หนึ่งสมอง สองมือ ต้องไขว่คว้า
เมื่อมีปัญหา ขึ้นมา ต้องแก้ไข
เหนื่อยและท้อ ขอพักหน่อย ไม่เป็นไร
ให้มีแรง ลุกขึ้นใหม่ ได้อีกครา
-  -  -  -  -
คนเราก็เป็น แบบนี้ กันทั้งนั้น
มีสุขสันต์ โศกเศร้า เท่ากันแหละหนา
ความสำเร็จ แต่ละครั้ง กว่าจะได้มา
ต้องแลกด้วย เหงื่อและน้ำตา แทบทุกคน
-  -  -  -  -
ขอเป็นอีก หนึ่งแรงใจ ให้คนสู้
ให้เธอรู้ ว่าเธอ ยังมีหวัง
ขอส่งแรงใจ ให้เธอ  มีแรงพลัง
ไปยังฝั่งฝัน ที่เธอวาดหวัง และตั้งใจ